กดไลค์เพื่อเป็นกำลังใจ เอ้ากดเลย

?(*^ – ^*)?

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว ไอที แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว ไอที แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มองผ่านเลนส์"กาแล็คซี่ โน้ต 4" ประชัน "ไอโฟน 6 พลัส"

มองผ่านเลนส์"กาแล็คซี่ โน้ต 4" ประชัน "ไอโฟน 6 พลัส" ตามไปดู...กล้องใครเจ๋งกว่ากัน

ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ยักษ์มือถือพาเหรดวางตลาด "สมาร์ทโฟน"กลุ่มไฮเอนด์ มากมาย แต่สปอร์ตไลท์ยังส่องไปที่คู่ชกแห่งปีนั่นก็คือ “ซัมซุง” กับ “แอปเปิ้ล” ที่สามารถตอบโจทย์และโดนใจผู้บริโภคคนไทยได้กว่าดีคู่แข่งรายอื่นๆ

วันนี้เราจึงเลือกที่จะเขียนรีวิวถึง“ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 4” และ “แอปเปิล ไอโฟน 6 พลัส” สมาร์ทโฟนจอใหญ่ตัวท็อปของทั้งสองค่าย โดยจะเจาะลึกไปที่คุณสมบัติและความสามารถของกล้องและการถ่ายภาพโดยเฉพาะ เพราะปัจจุบันความสามารถในการถ่ายภาพ ถือเป็นหนึ่งปัจจัยหลักในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟน นอกจากขนาดหน้าจอ และประสิทธิภาพการประมวลผล

  เว็บไซต์สื่อต่างประเทศจำนวนมาก ก็ให้ความสนใจนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบคุณสมบัติและสเปคการถ่ายภาพของ"กาแล็คซี่ โน้ต 4” และ “ไอโฟน 6 พลัส” รวมทั้งwww.phonearena.com และ www.straitstimes.com และส่วนใหญ่ก็ให้ยกมือให้"กาแล็คซี่ โน้ต4"เป็นผู้ชนะ ในฐานะสมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุด โดยเฉพาะความละเอียดของภาพ สีสัน และกล้องหน้าแบบกว้างพิเศษ 120 องศา

  โดยกล้องหลังของ“กาแลคซี่ โน้ต 4” มีความละเอียดสูงถึง 16 ล้านพิกเซล (3,456 x 4,608 พิกเซล) รวมทั้งเซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.6 นิ้ว สัดส่วน 16:9 พร้อมรูรับแสงกว้าง F2.0 ช่วยให้การรับแสงหรือกรถ่ายภาพในที่แสงน้อยทำได้ดีกว่า พร้อมด้วย แฟลชแบบซิงเกิลแอลอีดี ที่ควบคุมความเข้มของแสงผ่านซอฟต์แวร์ในสมาร์ทโฟน

  และฟีเจอร์พิเศษเช่น ระบบกันภาพสั่นไหว (OIS) , โฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF , ปรับโฟกัสภายหลัง (Refocus), สร้างภาพโดยใช้หลายสภาพแสง (HDR) และคุณสมบัติการถ่ายภาพพาโนรามา
 
นอกจากนี้ยังมาพร้อมความสามารถการถ่ายภาพเคลื่อนไหวความละเอียดสูงสุด 4K รวมถึงถ่ายแบบสโลโมชั่นได้ และกล้องหน้าที่ความละเอียด 3.7 ล้านพิกเซล
ส่วน “ไอโฟน 6 พลัส” กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/3 นิ้ว สัดส่วน 4:3 มากับรูรับแสง F2.2 แฟลชแบบดูอัลโทนแอลอีดี มีฟีเจอร์พิเศษเช่นเดียวกับ"กาแลคซี่ โน้ต4"คือ ระบบกันภาพสั่นไหว (OIS), โฟกัสอัตโนมัติแบบ PDAF, สร้างภาพโดยใช้หลายสภาพแสง (HDR) และพาโนรามา รวมทั้งถ่ายแบบสโลโมชั่นได้

ฟีเจอร์การถ่ายภาพเคลื่อนไหวของไอโฟน6พลัส ได้ความละเอียดสูงสุดที่ฟูลเอชดี แต่ของกาแล็คซี่ โน้ต4 ให้ความละเอียดสูงสุด4K หรือ 4 เท่าของฟูลเอชดี นอกจากนี้กล้องหน้าของไอโฟน6พลัสก็มีความละเอียดเพียง 1.2 ล้านพิกเซล

 เรียกว่าถ้าเทียบกันแบบ"สเปคต่อสเปค"คงต้องยกให้"กาแล็คซี่ โน้ต4"ที่จัดเต็มมาเหนือชั้นกว่า โดยเฉพาะในแง่ของความละเอียดทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังที่สูงกว่าไอโฟน6พลัส แบบเท่าตัว และหลังจากที่ได้ลองใช้งานก็ต้องบอกว่าให้ผลงานที่ออกมาได้ภาพคมชัดกว่าตามสเปคจริงๆ

และที่ถือว่าเป็นจุดเด่นและถูกใจคนไทยและคนเอเชียที่ชื่นชอบการถ่าย "เซลฟี่"(Selfie) คงต้องยกให้"กาแล็คซี่ โน้ต 4" เพราะนอกจากเลือกใช้"กล้องหน้า" ที่มีความละเอียด 3.7 ล้านพิกเซล สูงกว่าไอโฟน6พลัส2เท่าตัวแล้ว ยังเปลี่ยนเลนส์กล้องใหม่ให้ความกว้างมากขึ้น พร้อม Beauty Mode ช่วยให้หน้าใสเด้งสวยสมใจ แถมยังมีโหมด Wide Selfie ที่ทำให้ถ่ายภาพได้กว้างถึง 120 องศา ทำให้การถ่ายภาพเซลฟี่ได้มุมที่กว้างแบบถ่ายรูปหมู่ได้สบายๆ
 
จุดนี้ต้องถือว่าซัมซุงตอบโจทย์และเข้าใจพฤติกรรมของคนในยุคนี้เป็นอย่างดี ขณะที่ไอโฟน6พลัส อาจจะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก
 
นอกจากนี้ด้วยกล้องที่มีจำนวนพิกเซลที่มากกว่าของ "กาแล็คซี่ โน้ต 4" ยังทำให้ฟีเจอร์ถ่ายภาพพาโนรามามีความละเอียดสูงถึง 60 ล้านพิกเซล ทำให้ผู้ใช้สามารถนำไปอัดเป็นรูปขนาดใหญ่ได้สบายๆ และจากซอฟต์แวร์ภายในยังทำให้ภาพทั้งหมดที่ถ่ายเชื่อมต่อกันอย่างเนียนสนิทเช่นกัน ขณะที่"ไอโฟน 6 พลัส" ความละเอียดของรูปอยู่ที่ 40 ล้านพิกเซล

 รวมถึงการถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่ "กาแล็คซี่ โน้ต 4" สามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่ให้ความละเอียดสูงถึง 4K ทำให้เห็นทุกรายละเอียดของภาพ และความไหลลื่นยังทำได้ดีอีกด้วย แม้กระทั่งในตอนกลางคืน รวมทั้งเสียงที่ถูกบันทึกก็ชัดในทุกๆ มุม

จึงไม่แปลกที่เว็บไซต์ทั้งไทยและเทศ จึงสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่ากล้อง " กาแล็คซี่ โน้ต 4" ทำได้ดีกว่า ทั้งในแง่รายละเอียดของภาพโดยรวม ทั้งความลึกของวัตถุ และสีที่ค่อนข้างตรงกับความจริง ผ่านกล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ และระบบป้องกันการสั่นไหวยิ่งก็ทำให้การถ่ายภาพเคลื่อนไหวทำได้ดีขึ้น

ส่วน " ไอโฟน 6 พลัส"แม้ว่าจะมีการปรับปรุงเรื่องความสามารถการถ่ายภาพดีกว่าไอโฟนรุ่นก่อนๆ แต่คงเพราะ"ซัมซุง" ตั้งใจที่จะใช้ความโดดเด่นของกล้องและความสามารถด้านการถ่ายภาพของ"กาแล็คซี่ โน้ต 4" มาเพื่อเอาชนะใจผู้บริโภคที่กำลังจะเลือกซื้อสมาร์ทโฟนจอใหญ่ เพื่อให้สามารถสนุกกับการถ่ายภาพและบันทึกความทรงจำได้อย่างเต็มอิ่ม จึงเลือกใส่สเปคของกล้องและลูกเล่นการถ่ายภาพมาแบบจัดเต็มแบบเหนือคู่แข่งค่อนข้างมาก


ที่นี่ลองมาเปรียบเทียบรูปภาพไอโฟน6พลัส (ซ้าย) v ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 4 (ขวา) ที่เลือกใช้โหมดออโต้ทั้งหมด ปิดฟังก์ชั่น HDR ไม่ใช้แฟลช เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพการทำงานของกล้องและซอฟต์แวร์ด้านการถ่ายภาพของทั้ง 2 รุ่น

จากภาพนี้เป็นการถ่ายภายในห้องที่มีแสงน้อย ซึ่งทางฝั่งไอโฟน 6พลัส จะให้สีที่ดูสมจริงกว่า แต่อาจแสดงลายละเอียดบนกระดานได้ไม่มากนัก ในทางกลับกันถึงแม้ตัวซอฟต์แวร์ของกาแล็คซี่โน้ต 4 จะปรับแสงในภาพให้สว่างมากกว่าสภาพแสงจริงในห้อง และด้วยความคมชัด 16 ล้านพิกเซล ทำให้เห็นตัวอักษรบนกระดานชัดเจน


ส่วนการถ่ายภาพวิว ทั้งไอโฟน 6พลัส กับกาแล็คซี่โน้ต 4 จะให้สีโทนที่ใกล้เคียงกัน โดยจะเห็นได้ชัดเจนว่ากล้องของซัมซุงรุ่นนี้พัฒนาขึ้นอีกระดับ เพราะเดิมโทนสีโดยรวมจะเย็นกว่านี้ แต่ครั้งนี้ได้เพิ่มโทนอุ่นเข้ามา ทำให้ภาพดูมีมิติมากขึ้น
มาถึงการถ่ายภาพวัตถุในห้องที่มีแสงเข้า ทั้งสองรุ่นทำได้สูสีกัน เนื่องจากฝั่งไอโฟน 6พลัส ถึงแม้จะแสดงสีได้ค่อนข้างสมจริง แต่ก็ต้องแลกกับแสงด้านหลังที่ขาวโพลนจนไม่เห็นอะไร ส่วนกาแล็คซี่ โน้ต4 จะแสดงรายละเอียดได้ชัดเจน รวมถึงการปรับแสงโดยซอฟต์แวร์ก็ทำได้ดี เพราะด้านหลังไม่เว่อร์มาก แต่ต้องแลกมาด้วยสีกระเป๋าที่เพี้ยนเข้มนิดหนึ่ง


และขอปิดด้วยรูปภาพอาหารกันบ้าง ครั้งนี้กาแล็คซี่ โน้ต 4 ยังทำได้ดีกว่าในเรื่องรายละเอียดเช่นเคย เพราะเมื่อดูที่ถั่วงอกจะเห็นความซับซ้อนของแต่ละชิ้นชัดเจน ส่วนทางไอโฟนนั้นจะให้โทนสีที่นวลกว่า และเสมือนจริง

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อินเทล+หวังไทยก้าวสู่ ‘สมาร์ท ซิตี้’






อินเทล ถือเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมประมวลผล ออกแบบ และสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เป็นพื้นฐานการพัฒนาอุปกรณ์ประมวลผลให้กับสินค้าไอทีทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ให้กับแบรนด์ดังหลายแบรนด์

นายสนธิญา หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า อินเทลถือเป็นหัวใจหลักในการผลักดันผลิตภัณฑ์ไอทีให้เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ และได้ใช้ประโยชน์ทั้งทางธุรกิจและการใช้ชีวิตปัจจุบันของผู้บริโภคปีนี้ อินเทลได้ตั้งเป้าหมายที่จะส่งมอบแท็บเล็ตที่ใช้หน่วยประมวลผลของอินเทลสู่ตลาดจำนวน 40 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันที่สามารถส่งมอบไปแล้วกว่า 30 ล้านเครื่อง และมีจำนวนแท็บเล็ตออกขายจำนวน 250 รุ่นใน 150 ประเทศทั่วโลก

“ด้วยความมุ่งมั่นในการคิดค้นทำให้อินเทลได้รับการจัดอันดับโดยบริษัท สแตรทิจี แอนาไลติกส์ ให้เป็นผู้ผลิตชิปประมวลผลสำหรับแท็บเล็ตอันดับ 2 ของโลก”

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ อินเทลได้ส่งหน่วยประมวลผลที่ถือเป็นตัวขับเคลื่อนโปรดักส์แท็บเล็ตแบรนด์ดัง อาทิ Acer As pire Switch 10, Acer R13, Asus Memo Pad7, Asus Transformer Book Flip, LG Tap Book และ the Toshiba Dynabook Tab S3. ออกสู่ตลาด

อีกทั้ง ยังเปิดตัวอุปกรณ์ที่ใช้ชิป อินเทล อะตอม Z3000 เพื่อเสริมสมรรถภาพการใช้งานอุปกรณ์ขนาดพกพาใช้ได้ทั้งวินโดวส์ 8 และแอนดรอยด์ อีกทั้งยังมีชิปโมเดลเทคโนโลยี LTE-Advanced 7260 ในสมาร์ทโฟนของ ซัมซุง กาแล็คซี่ อัลฟ่า เป็นต้น

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต อินเทล ได้ผลิต SoFIA ชิป SoC แบบดูอัลคอร์เข้ากับโมเดล 3จี ใช้งานได้กับทุกคลื่นความถี่ทั่วโลก และปี 58 จะเปิดตัว SoFIA แบบควอดคอร์ที่รองรับการเชื่อมต่อ 4จี LTE ด้วย

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จำหน่ายแล้วที่ไต้หวัน คือ Intel Compute Stick เมื่อกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างศึกษาตลาด และความต้องการในประเทศไทย

นายสนธิญา เล่าว่า ปี 2558 นี้ ถึงเวลาเข้าสู่ยุคแห่งการผสานเทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียว โดยผู้ใช้งานจะไม่พึ่งพาอุปกรณ์ไอทีเพียงชิ้นเดียวแล้วแต่จะยังคงใช้ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์พีซี ควบคู่กันไปถือเป็นยุคแห่งการบูรณาการ ที่คอมพิวเตอร์จะแฝงอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ รอบตัว ภายใต้ยุคของ Internet of Things (IoT) ที่คอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นต้องมีหน้าจอ แต่เป็นอุปกรณ์ใดก็ได้ที่มีความสามารถในการประมวลผล และนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ออกมา

ทั้งนี้ บริษัทวิจัย ไอดีซี ได้คาดการณ์ว่าตลาดIoTทั่วโลกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี พ.ศ.2556 เป็น 7.1ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ.2563 และเมื่อ IoT เข้ามาในประเทศจะส่งผลให้เกิดการสร้าง สมาร์ท ซิตี้ (Smart City) ที่นำ IoT มาจัดการด้านพลังงาน การจราจร และความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับบริการที่ดีขึ้นจากรัฐบาล ใกล้เคียงกับนโยบายของดิจิตอล อีโคโนมี แต่สิ่งที่จะหนุนให้ สมาร์ท ซิตี้ สำเร็จคือโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ที่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการใช้งาน

“หากปีหน้ารัฐบาลแก้ไขกฎหมายรองรับที่ชัดเจน 3จี 4จี มีการผลักดันเต็มที่ ระบบโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ครอบคลุม เชื่อว่าประเทศไทยจะมีการใช้งานอุปกรณ์ไอทีที่มีประสิทธิภาพ”

อินเทล จะเป็นหัวใจหลักในการหนุนอุปกรณ์ไอทีนั้น ๆ ให้ได้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย.